เทคโนโลยี
    20 มีนาคม 2569
    12 นาที

    CiRA Core คืออะไร? ซอฟต์แวร์ AI Visual Automation ที่ช่วยยกระดับกระบวนการผลิต

    CiRA Core AI Visual Automation สำหรับโรงงาน

    เมื่อ "ตาคน" ไม่เพียงพอสำหรับการตรวจสอบในสายการผลิตยุคใหม่

    ในกระบวนการผลิตที่ต้องการความแม่นยำสูง การตรวจสอบด้วยสายตามนุษย์มีข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ — พนักงานที่ตรวจชิ้นงานหลายพันชิ้นต่อวัน ย่อมมีความเหนื่อยล้าสะสม ความแม่นยำลดลงตามเวลา และมีโอกาสตรวจพลาดเพิ่มขึ้น

    ผลกระทบที่ตามมาคือ ของเสียที่หลุดรอดไปถึงลูกค้า ต้นทุนจากการ Rework และความเสี่ยงในการถูก Claim กลับ — ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและความน่าเชื่อถือขององค์กร

    บทความนี้จะอธิบายว่า CiRA Core ซอฟต์แวร์ AI Visual Automation สามารถช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ และนำไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตได้อย่างไรบ้าง

    CiRA Core คืออะไร?

    CiRA Core คือซอฟต์แวร์ AI Visual Automation — หรือก็คือซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ที่สามารถ "มองเห็น" สิ่งต่าง ๆ ผ่านกล้องถ่ายภาพหรือวิดีโอ วิเคราะห์ภาพและข้อมูล แล้วสั่งการควบคุมแบบอัตโนมัติ

    พูดให้เข้าใจง่าย CiRA Core ทำหน้าที่เสมือน "ตาเทียมที่ไม่มีวันเหนื่อย" — ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยความแม่นยำคงที่ ไม่ลดลงตามเวลาหรือความเหนื่อยล้า

    สิ่งที่ทำให้ CiRA Core เข้าถึงได้ง่ายคือ แพลตฟอร์มเป็นแบบ Low-Code จึงไม่จำเป็นต้องมีทีม Data Scientist หรือผู้เชี่ยวชาญด้าน AI โดยเฉพาะ ทีมวิศวกรหรือช่างเทคนิคในโรงงานสามารถเรียนรู้และเริ่มใช้งานได้ภายในเวลาไม่นาน

    งานที่ CiRA Core ทำได้ดีในกระบวนการผลิต

    CiRA Core ใช้เทคโนโลยี Deep Learning ในการวิเคราะห์ภาพ ทำให้รองรับงานได้หลากหลาย Use Cases ในสายการผลิต ตัวอย่างเช่น:

    CiRA Core Visual Inspection ตรวจสอบชิ้นงานในสายการผลิต

    1. การแยกประเภทสินค้า (Classification)

    AI สามารถจำแนกสินค้าต่างชนิดออกจากกันได้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการแยกตามรูปทรง สี ขนาด หรือลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์ ช่วยลดข้อผิดพลาดจากการคัดแยกด้วยมือ และเพิ่มความเร็วในการทำงาน

    2. การนับจำนวนสินค้า (Counting)

    ระบบสามารถนับจำนวนสินค้าในแต่ละประเภทได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว เหมาะกับงานที่ต้องนับจำนวนมากหรือชิ้นงานขนาดเล็กที่นับด้วยตาได้ยาก ลดเวลาและความผิดพลาดในการนับสต๊อกหรือตรวจนับชิ้นงาน

    3. การตรวจจับคุณภาพและความสมบูรณ์ (Visual Inspection)

    นี่คือ Use Case ที่ CiRA Core ทำได้โดดเด่น — ตรวจสอบชิ้นงานทุกชิ้นเพื่อหาข้อบกพร่อง เช่น รอยขีดข่วน รอยแตก ชิ้นส่วนที่ขาดหาย หรือความผิดปกติที่ตาเปล่ามองเห็นยาก โดยบันทึกภาพหลักฐานไว้ทุกชิ้น

    4. การนำทางหุ่นยนต์ (Robot Guidance)

    CiRA Core สามารถทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ในสายการผลิต โดยใช้ภาพจากกล้องเพื่อนำทางการหยิบจับ วางตำแหน่ง หรือประกอบชิ้นงานได้อย่างแม่นยำ

    5. การอ่านตัวอักษร (OCR)

    อ่านรหัสสินค้า ป้ายฉลาก Serial Number หรือข้อมูลบนชิ้นงานได้โดยอัตโนมัติ ช่วยให้การบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบเป็นไปอย่างรวดเร็วและถูกต้อง

    เชื่อมต่อกับเครื่องจักรและ PLC ได้โดยตรง

    สิ่งที่ทำให้ CiRA Core ไม่ใช่แค่ระบบ "ดูภาพ" แต่เป็นระบบ Automation เต็มรูปแบบ คือความสามารถในการเชื่อมต่อกับเครื่องจักรและ PLC (Programmable Logic Controller) ได้โดยตรง

    ตัวอย่างเช่น เมื่อ CiRA Core ตรวจพบชิ้นงานที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ระบบสามารถส่งสัญญาณไปยัง PLC เพื่อสั่งให้สายพานคัดแยกชิ้นงาน NG ออกจากไลน์ผลิตได้ทันที — โดยไม่ต้องรอการตัดสินใจจากพนักงาน

    กระบวนการตรวจสอบ → ตัดสินใจ → สั่งการ จึงเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติ ช่วยลดเวลาและป้องกันชิ้นงานบกพร่องหลุดรอดไปยังกระบวนการถัดไป

    เมื่อ CiRA Core ทำงานร่วมกับ iTA Platform — เชื่อมทุกจุดเข้าด้วยกัน

    CiRA Core ทำงานได้ดีในระดับจุดตรวจ (Station) แต่ในโรงงานจริง มักมีจุดตรวจหลายจุด และอาจมี CiRA Core ทำงานหลายเครื่องพร้อมกัน

    เมื่อทำงานร่วมกับ iTA Platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เป็น "สมองกลาง" ของข้อมูลในโรงงาน จะสามารถ:

    • เชื่อม CiRA Core หลายเครื่องเข้าด้วยกัน — ดูข้อมูลจากทุกจุดตรวจในที่เดียว
    • ส่งรูปภาพและข้อมูลการตรวจสอบไปยังแอปพลิเคชันอื่น ๆ ได้แบบ Real-time
    • สร้าง Single Source of Truth — ข้อมูลจากทุกจุดรวมเป็นหนึ่งเดียว ไม่กระจัดกระจาย

    iTA Platform ใช้สถาปัตยกรรม Unified Namespace (UNS) ซึ่งเปรียบเสมือน "สารบัญกลาง" ที่ทำให้อุปกรณ์และระบบต่าง ๆ ในโรงงานสื่อสารกันได้ — ไม่ว่า CiRA Core, เครื่องจักร, หรือระบบ ERP จะเป็นยี่ห้อใดก็ตาม

    ต่อยอดสู่ iQA — จัดการคุณภาพอย่างเป็นระบบ

    เมื่อมีข้อมูลและภาพจากการตรวจสอบไหลเข้าสู่ระบบผ่าน iTA Platform แล้ว iQA (Intelligent Quality Assurance) จะรับช่วงต่อในการจัดการข้อมูลคุณภาพอย่างครบวงจร:

    • จัดเก็บรูปภาพและข้อมูลการตรวจสอบทุกชิ้นงาน เป็นหลักฐานดิจิทัลที่แก้ไขไม่ได้
    • วิเคราะห์ผลการตรวจสอบคุณภาพ แสดงแนวโน้มของเสีย จุดที่เกิดปัญหาบ่อย
    • จัดทำรายงานทั้ง Non-Conformance Report (NCR) และรายงานตามมาตรฐาน IATF 16949 ได้โดยอัตโนมัติ
    • เรียกข้อมูลย้อนหลังสำหรับการ Audit — ค้นหาประวัติการผลิตและการตรวจสอบย้อนกลับได้ภายในไม่กี่นาที

    สำหรับโรงงานที่ต้องเตรียมรับ Audit จากลูกค้าหรือหน่วยงานรับรอง สิ่งที่เคยต้องใช้เวลาค้นหาเอกสารเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน สามารถทำได้ภายในไม่กี่นาทีด้วย Digital Traceability ของ iQA

    ภาพรวม: จาก AI Vision สู่ระบบคุณภาพที่ครบวงจร

    เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด CiRA Core, iTA Platform, และ iQA ทำงานเสริมกันเป็นโซลูชันที่ครบวงจร:

    • CiRA Core ทำหน้าที่ตรวจสอบ แยกประเภท นับจำนวน และตรวจจับคุณภาพ ("ตาเทียม")
    • iTA Platform เชื่อมข้อมูลจากทุกจุดตรวจ ทุกเครื่องจักร เข้าด้วยกัน ("สมองกลาง")
    • iQA นำข้อมูลมาวิเคราะห์ จัดเก็บเป็นหลักฐาน และจัดทำรายงานสำหรับ Audit ("ระบบบันทึกความจริง")

    การเริ่มต้นจาก CiRA Core เพียงจุดเดียว สามารถขยายผลไปสู่ระบบ Digital Quality Management ที่ครบวงจรได้ — เป็นการลงทุนที่เริ่มเล็ก เห็นผลเร็ว และต่อยอดได้ในระยะยาว

    สรุป

    CiRA Core คือจุดเริ่มต้นที่คุ้มค่าสำหรับโรงงานที่ต้องการนำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิต ด้วยแพลตฟอร์ม Low-Code ที่ไม่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญ AI โดยเฉพาะ สามารถเริ่มจากงาน Visual Inspection ที่เห็นผลเร็ว แล้วต่อยอดเชื่อมข้อมูลเข้ากับ iTA Platform และ iQA เพื่อสร้างระบบจัดการคุณภาพดิจิทัลที่ครบวงจร

    ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนจากของเสีย การเตรียมความพร้อมสำหรับ Audit หรือการสร้างรากฐานข้อมูลสำหรับ Smart Factory — CiRA Core คือ Entry Point ที่เริ่มได้ทันทีและขยายผลได้ในอนาคต

    สนใจโซลูชันที่กล่าวถึง?

    ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราฟรี